บอร์ดรถไฟ เลื่อนคาะประมูลพื้นที่เชิงพาณิชย์ ฮับบางซื่อ-รถไฟฟ้าสายสีแดง
Homeforyou Report 2021-09-30 12:59:29
บอร์ดรถไฟเลื่อนการพิจารณา ออกประกาศเชิญชวนเอกชนเข้าบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ ฮับบางซื้อและ 12 สถานีรถไฟฟ้าสายสีแดง ไปเป็นกลาง ต ค. 2564 นี้
วันที่ 30 กันยายน 2564 นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ร.ฟ.ท. เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2564 เลื่อนการพิจารณาออกประกาศเชิญชวนการจัดประโยชน์พื้นที่เชิงพาณิชย์และป้ายโฆษณาบริเวณสถานีกลางบางซื่อ และสถานีรถไฟฟ้าสายสีแดง 12 สถานีออกไปก่อน
โดยให้ผู้รับผิดชอบกลับไปทำข้อมูลเพิ่มเติมกลับมา เพราะบอร์ดมองว่าเป็นเรื่องระยะยาวที่จะผูกกับสถานีกลางบางซื่อทั้งหมด จึงให้กลับไปทบทวนใหม่ และมอบให้บริษัทลูกคือ บริษัท SRT Asset ร่วมดูแลในประเด็นนี้ด้วย เพิ่อให้ได้โมเดลที่ดีที่สุดในการพัฒนาพื้นที่ คาดว่าในการประชุมครั้งต่อไปที่มีกำหนดจัดประชุมบอร์ดวันที่ 15 ตุลาคม 2564 น่าจะมีข้อยุติในเชิงนโยบายได้
สำหรับ “สถานีกลางบางซื่อ” เป็นศูนย์กลางการเดินทางด้านระบบรางของประเทศและใหญ่ที่สุดในอาเซียน เป็นจุดเชื่อมทั้งรถไฟฟ้า รถไฟชานเมือง รถไฟทางไกลและรถไฟความเร็วสูง
เฉพาะสถานีดังกล่าวใช้เงินก่อสร้างมากถึง 34,142 ล้านบาท บนที่ดินของ ร.ฟ.ท.กว่า 400 ไร่ รูปแบบเป็นอาคารขนาดใหญ่ 4 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอย 300,000 ตารางเมตร รองรับผู้โดยสารได้ 300,000 คนต่อวัน
ก่อนหน้านี้ กระทรวงคมนาคมสั่งการให้ ร.ฟ.ท. จัดทำแผนหารายได้พัฒนาเชิงพาณิชย์ กับ “สถานีกลางบางซื่อ” ให้คุ้มค่าทุกตารางนิ้ว ทั้งภายในสถานีและโดยรอบอีกกว่า 2,000 ไร่ โดยมี “สถานีรถไฟโตเกียว” ประเทศญี่ปุ่นเป็นต้นแบบ
กลางปีที่ผ่านมา นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เคยกล่าวเรื่องนี้ว่า การรถไฟฯต้องบริหารพื้นที่สถานีกลางบางซื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในการเดินทาง และต้องบริหารรถไฟฟ้าสายสีแดงได้โดยไม่ขาดทุน พร้อมหารายได้จากการพัฒนาเชิงพาณิชย์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายดูแลรักษาสถานี นอกจากค่าโดยสารแล้ว
สถานีกลางบางซื่อมีพื้นที่ภายในอาคาร 298,200 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่บริการผู้โดยสารและประชาชน 129,400 ตารางเมตร พื้นที่เชิงพาณิชย์ 51,465 ตารางเมตร ซึ่งได้ปรับใหม่รวมพื้นที่ชั้น 1 และชั้น 3 เป็นส่วนของรถไฟความเร็วสูงด้วย เพื่อนำพื้นที่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ระหว่างรอรถไฟความเร็วสูงเปิดให้บริการ ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่ติดตั้งป้ายโฆษณา 2,360 ตารางเมตร
“วันนี้เรามีสถานีกลางบางซื่อ ซึ่งลงทุนไปแล้ว 3 หมื่นล้าน อนาคตจะเป็นศูนย์กลางระบบรางจึงต้องบริหารการเดินรถเข้า-ออกสถานีให้ดี ใช้ประโยชน์ให้คุ้ม โดยเร่งให้การรถไฟฯเปิดประมูลหาเอกชนบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ในสถานีโดยเร็ว เพื่อรองรับสายสีแดงในเดือน พ.ย.นี้ คาดว่าจะมีผู้มาใช้บริการช่วงแรก 80,000 เที่ยวคนต่อวัน”
ขอบคุณภาพและข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ
https://www.prachachat.net/property/news-772382 คลังเก็บหมวดหมู่: ทั้งหมด
อสังหาฯรับมือ “เปิดเมือง” ยืดหยุ่น-ได้ทั้งรุกและรับ-โควิดคือตัวแปร

NEWS
อสังหาถล่มแคมเปญ LTV แบงก์ตั้งการ์ดสูงรับดาวน์ 0 เปอร์เซนต์
Homeforyou Report 2021-10-27 14:26:06
อสังหาฯ พาเหรดถล่มสารพัดแคมเปญรับมาตรการผ่อนปรน LTV เร่งระบายสต๊อกบ้าน-คอนโดฯเต็มสูบ แบงก์พาณิชย์หวั่นกู้ซื้ออสังหาฯไม่ต้องมีเงินดาวน์เพิ่มความเสี่ยง ตั้งการ์ดสูงคุมหนี้เสีย เผยสูตรคำนวณความสามารถลูกหนี้ รายได้ประจำ-หนี้ต่อรายได้ต้องไม่เกิน 50% ยอมรับอาจส่งผลยอดปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มขึ้น แบงก์กรุงศรีฯซุ่มจับมือดีเวลอปเปอร์ทำแคมเปญกระตุ้นยอด 2 เดือนสุดท้าย ยันไม่ผ่อนเกณฑ์ปล่อยกู้-แจงไม่ได้วงเงินกู้ครบ 100% ทุกคน
เพอร์เฟคชี้เปิดทางโปรฯกู้ 100%
นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปกติช่วงสิ้นปีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีการแข่งขันจัดโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจลูกค้าอยู่แล้ว LTV 100% ถือเป็นเซอร์ไพรส์ในแง่บวก เพราะต้องยอมรับว่าคนไทยมีเงินออมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยน้อย ส่วนใหญ่จะกู้เต็ม 100% โดยเฉพาะลูกค้ากำลังซื้อตลาดล่าง
“ด้านอัตราดอกเบี้ยของแคมเปญอสังหาฯไม่ว่าจะมีหรือไม่มี LTV ผมเชื่อว่าทุกบริษัทพยายามหาดอกเบี้ยถูก ๆ ให้ลูกค้าอยู่แล้ว เพราะดอกเบี้ยเป็นต้นทุนหนึ่งของลูกค้า ในสถานการณ์โควิดที่กำลังซื้ออ่อนตัว แพ็กเกจอยู่ฟรี 2-3 ปี เป็นแคมเปญที่ตรงใจลูกค้า”
สำหรับเพอร์เฟคปกติเสนอออปชั่นกู้เต็ม 100% อยู่แล้ว เมื่อแบงก์ชาติผ่อนปรน LTV 100% ทำให้จัดโปรฯง่ายขึ้น สามารถบอกลูกค้าได้ตรงไปตรงมามากขึ้น จากเดิมบริษัทไม่กล้าโฆษณาเป็นจุดขาย ตอนนี้สามารถสื่อสารตรง ๆ ได้เลย
นายวงศกรณ์กล่าวถึงแผนรีวิวแผนธุรกิจเพื่อรองรับ LTV 100% ด้วยว่า แผนเปิดตัวโครงการใหม่ปี 2564 โครงการไฮไลต์เป็นบ้านเดี่ยวระดับอัลตร้าลักเซอรี่ร่วมทุนกับฮ่องกงแลนด์ บนทำเลกิ่งแก้ว-สุวรรณภูมิ ราคา 50-80 ล้านบาท วางแผนเปิดตัวต้นเดือนธันวาคมนี้ หมายความว่าการเปิดตัวโครงการในปีนี้ยังเป็นไปตามแผนที่วางไว้
ส่วนปี 2565 บริษัทเตรียมเปิดโครงการใหม่เพิ่มอยู่แล้ว เพราะไม่ได้ลงทุนคอนโดมิเนียม 3 ปีติดต่อกัน (2562-2564) เพราะปัญหาคอนโดฯโอเวอร์ซัพพลายในกลุ่มราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท แต่ในช่วงครึ่งปีแรกคงยังไม่มีการเปิดตัวคอนโดฯแน่นอน ส่วนครึ่งปีหลังก็ต้องรอดูว่าตลาดฟื้นตัวหรือยัง
ริชี่เพลซจัดโปร 4 คอนโดฯมิกซ์ยูส
ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ นายาสมาคมอาคารชุดไทย และประธานกรรมการ บริษัท ริชี่เพลซ 2002 จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เพื่อรองรับโอกาสการขายจากการผ่อนปรน LTV 100% บริษัทดีเดย์ 1 พ.ย.-31 ธ.ค.นี้ จัดแคมเปญ “Your Wealth Management” โดยนำห้องชุดมิกซ์ยูสเกรด A รวม 4 ทำเลในกรุงเทพฯ ราคา 2.59-8.9 ล้านบาท รับประกันผลตอบแทนลงทุนเฉลี่ยปีละ 3-5%
ได้แก่ The Rich เพลินจิต-นานา ติดถนนสุขุมวิทซอย 3, The Rich สาทร-ตากสิน ใกล้สถานี BTS วงเวียนใหญ่, The Rich Triple Station พระราม 9-ศรีนครินทร์ ติดบันไดสถานีสายสีเหลืองและแอร์พอร์ตลิงก์ และ Rich Park หลักสี่ ติดสถานีพหลโยธิน 59
“แคมเปญนี้เจาะลูกค้าที่มีรายได้ระดับเกิน 1 แสนบาท/เดือน และมีเงินออม ปัจจุบันคนกลุ่มนี้ยังมีกำลังซื้อเป็นจำนวนมาก และไม่ได้รับผลกระทบมากนั้น เราจึงโฟกัสกลุ่มนี้ที่เป็นนักลงทุนซื้อทรัพย์สินมีคุณภาพ”
เคลียร์สต๊อกเก่า 2 เดือนสุดท้าย
ดร.อาภากล่าวว่า สำหรับการผ่อนปรน LTV 100% บริษัทกำลังเจรจากับพันธมิตรสถาบันการเงินเพื่อทบทวนการพิจารณาสินเชื่อลูกค้าที่เคยได้สินเชื่อ 80-90% จะเป็นกลุ่มที่สามารถปล่อยกู้ 100% ได้หรือไม่ เพราะเข้าใจดีว่ายังมีเกณฑ์พิจารณาเกี่ยวกับคุณสมบัติผู้กู้ในเรื่องความสามารถการชำระหนี้ด้วย
“ตอนนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของผู้ซื้อ เพราะอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ในอนาคตถ้าเศรษฐกิจฟื้นตัว ทิศทางดอกเบี้ยจะสูงขึ้น ราคาอสังหาฯก็จะกลับมาแพงขึ้น เพราะสินค้าราคาถูกในช่วงยุคโควิดจะค่อย ๆ หมดไป การทำโครงการใหม่จะเป็นต้นทุนใหม่ ตอนนี้จึงเป็นโอกาสของผู้บริโภคที่ได้ช็อปสินค้าราคาถูกลง ที่สำคัญ สามารถกู้ได้ 100-110% อีกด้วย”
ปัจจุบันบริษัทมีสต๊อกพร้อมโอนทั้งบ้านและคอนโดฯรวมกัน 12,000 ล้านบาท คอนโดฯสัดส่วน 95% ทำให้ปีนี้ไม่มีความจำเป็นต้องลงทุนเพิ่ม ส่วนปี 2565 มีแผนจะเริ่มกลับมาเปิดตัวคอนโดฯใหม่ เพื่อรองรับการเปิดประเทศ สถานการณ์โควิดที่คลี่คลาย และการผ่อนปรนมาตรการ LTV แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเปิดกี่โครงการ
พฤกษาขน 140 โครงการจัดหนัก
นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า 2 เดือนสุดท้ายจัดแคมเปญ “ลดเด็ด พิเศษ ใหญ่ ไม่งอก” โดยนำบ้านและคอนโดฯ 140 โครงการ 1,500 ยูนิต ให้ลูกค้าเลือกช็อป ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2564 สิทธิประโยชน์มีส่วนลดสูงสุด 2 ล้านบาท อยู่ฟรีสูงสุด 36 เดือน พร้อมกันนี้กำลังเจรจากับธนาคารทำแพ็กเกจดอกเบี้ยพิเศษ 2.2-2.3% ในช่วง 3 ปีแรก
ทั้งนี้ การผ่อนปรน LTV 100% เป็นปัจจัยบวก แต่ปี 2564 เหลือเวลาเพียง 2 เดือน จึงโฟกัสการเร่งขาย เร่งโอนโครงการที่มีอยู่ในมือ โดยมีสินค้าพร้อมโอน 7 โครงการ และจะทยอยเปิดตัวใหม่อีก 7 โครงการ ส่วนปี 2565 วางแผนเติบโต 2 digit ซึ่งเป็นแผนขยายตัวเพิ่มจากปีนี้่อยู่แล้ว เพราะปีหน้าเศรษฐกิจน่าจะขยายตัวดีกว่า แต่ยังบอกตอนนี้ไม่ได้ว่าเปิดตัวกี่โครงการ
ถล่มแคมเปญแจกสารพัด
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” สำรวจการจัดแคมเปญบ้าน-คอนโดฯรองรับมาตรการผ่อนปรน LTV 100% พบว่า ผู้ประกอบการบิ๊กแบรนด์และบริษัทรายกลาง-รายเล็ก พร้อมใจกันจัดแคมเปญอย่างคึกคัก อาทิ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทจัดโปรฯ “รีบ! ก่อน…อด” นำบ้าน-คอนโดฯ 28 โครงการราคา 1.59-24.9 ล้านบาท แจกฟรีค่าโอนอยู่ฟรี 24 เดือนวันนี้-14 พศจิกายน 2564
นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN เปิดเผยว่า บริษัทจัด “มหกรรมคอนโดลุมพินี” นำ 17 โครงการพร้อมอยู่ ให้ส่วนลดสูงสุด 50% ราคาเริ่มต้น 8.19 แสนบาท รับมาตรการผ่อนคลาย LTV 100% ตั้งเป้าดันยอดขายตามแผน 10,000 ล้านบาทในปี 2564
“ไตรมาส 3/64 มองว่าเป็นจุดต่ำสุดแล้ว การผ่อนปรน LTV มีผลบวก ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และตลาดอสังหาฯจะเริ่มดีขึ้น เชื่อว่าทิศทางเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4/64 ไปจนถึงปี 2565 โดย 9 เดือนแรกปีนี้ LPN มียอดขายแล้ว 6,300 ล้านบาท”
นายณพงศ์ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอเชี่ยน พรอพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ไตรมาส 4/64 บริษัทผนึกกำลังไทยสมุทรประกันชีวิตจัดแคมเปญ “ส่งความสุขสองต่อ” มอบความคุ้มครองสูงสุด 20 ล้านบาท 5 ปี คอนโดฯและทาวน์เฮาส์ในเครือ ได้แก่ โอเชี่ยน พอร์โตฟิโน่ จอมเทียน-พัทยา, โอเชี่ยน แกรนด์ เรสซิเดนซ์ มิตรภาพ-ขอนแก่น และโอเชี่ยน ทาวน์ เมือง-รัษฎา ภูเก็ต วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2565
กสิกรฯชี้แบงก์รับเสี่ยงเพิ่ม
นายชัยยศ ตันพิสุทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนปรนหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่อง หรือมาตรการ LTV เป็นการชั่วคราวถึง 31 ธ.ค. 2565
โดยกำหนดเพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV ratio) เป็น 100% คือสามารถกู้ได้เต็มมูลค่าหลักประกัน (รวมถึงการรีไฟแนนซ์) ไม่ต้องวางเงินดาวน์ สำหรับบ้านหลังที่ 2-3 ครอบคลุมบ้านทุกระดับราคานั้น
มองว่ามาตรการผ่อนคลายนี้ แม้ ธปท.ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมผ่านอสังหาฯ แต่จะเห็นว่าความเสี่ยงจะอยู่ที่สถาบันการเงิน แม้จะเป็นมาตรการผ่อนคลายชั่วคราว แต่ลูกค้าจะอยู่กับธนาคารไปอีก 20-30 ปี
ดังนั้น หากลูกค้าไม่มีการวางเงินดาวน์ และปล่อยสินเชื่อเต็มเพดาน 100% อาจทำให้ลูกค้ากลุ่มที่ไม่พร้อมทิ้งบ้านได้ง่ายขึ้น โดยธนาคารจะเป็นผู้รับความเสี่ยงส่วนผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (ดีเวลอปเปอร์) สามารถบุ๊กยอดขายได้

หวั่น “หนี้เสีย” วิ่งตามมา
นายชัยยศเชื่อว่า แนวโน้มคงไม่เห็นธนาคารพาณิชย์ออกมาทำแคมเปญแข่งขันเพื่อดึงดูดลูกค้ามากนัก เนื่องจากภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่ฟื้นตัว รายได้ไม่กลับมา สัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่เร่งตัวขึ้น และสัญญาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของสินเชื่อที่อยู่อาศัยและบัตรเครดิตเร่งตัวขึ้น
ส่งผลให้ธนาคารยังคงเน้นการปล่อยสินเชื่อโดยพิจารณาจากคุณภาพหนี้และลูกค้าเป็นหลัก มากกว่าเร่งปล่อยสินเชื่อ เพราะหากคุณภาพสินเชื่อไม่ดี จะเป็นภาระในเรื่องของการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญด้วย
ดังนั้น การพิจารณาสินเชื่อยังคงเข้มงวดและดูตามความเสี่ยงของลูกค้า โดยในส่วนของธนาคารกสิกรไทย กรณีลูกค้าใหม่การคำนวณรายได้ต่อเดือน จะพิจารณาจากรายได้ประจำที่แน่นอน โดยจะตัดรายได้ที่ไม่แน่นอนออกจากการพิจารณาให้สินเชื่อ เช่น รายได้จากการทำงานล่วงเวลา (โอที) และจะคุมสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) อยู่ที่ 50% ทั้งนี้ อาจส่งผลให้ยอดปฏิเสธสินเชื่อทรงตัวหรือปรับเพิ่มขึ้นได้
“การผ่อนปรนแบบนี้ ธนาคารก็ยังคงพิจารณาตามความเสี่ยง เพราะลูกค้าจะอยู่กับเราไปอีก 10-20 ปี จึงต้องปล่อยสินเชื่อให้สอดคล้องกับระยะยาว โดยในช่วงครึ่งปีแรกเราโตจากสินเชื่อบ้านค่อนข้างเยอะกว่า 10% โดยในช่วงครึ่งปีหลังอาจจะชะลอลงเพื่อรอดูตลาดในปี 2565” นายชัยยศกล่าว
คาดบ้าน 5-10 ล้านแข่งดุ
นายเอกสิทธิ์ พฤฒิพลากร ผู้บริหารผลิตภัณฑ์ธุรกิจรายย่อย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า น่าจะเห็นการแข่งขันจะรุนแรงในกลุ่มบ้าน คอนโดฯราคา 5-10 ล้านบาท สอดคล้องกับมาตรการที่ต้องการกระตุ้นกลุ่มลูกค้าระดับปานกลาง-บน
โดยเฉพาะบ้านหลังที่ 2 และ 3 เพื่อให้เกิดการตัดสินใจซื้อเร็วขึ้น จากเดิมจะต้องวางเงินดาวน์ 10-20% เพื่อป้องกันเก็งกำไร ทั้งนี้ มาตรการผ่อนปรนช่วงสั้นคาดว่าไม่เป็นความเสี่ยงต่อระบบมากนัก ตลาดน่าจะได้ผลตอบรับเชิงบวก
“เกณฑ์ที่ ธปท.ออกมาเน้นกระตุ้นดีมานด์กลุ่มรายได้กลางถึงสูง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ เพื่อช่วยธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่มีสัดส่วนสูงถึง 10% จีดีพี ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภาพใหญ่ อย่างไรก็ดี การพิจารณาความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่ออาจจะเห็นหลายธนาคารอาจไม่จำเป็นต้องปรับเกณฑ์เท่า ธปท. เพราะขึ้นอยู่กับนโยบายบริหารความเสี่ยงและเซ็กเมนต์ลูกค้าของแต่ละแห่ง”
คุมหนี้ไม่เกิน 50% ของรายได้
นายณัฐพล ลือพร้อมชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า การผ่อนปรนมาตรการ LTV จะมาช่วยเสริมให้ตลาดในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีคึกคักมากขึ้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างพูดคุยกับผู้ประกอบการอสังหาฯในการทำโคโปรโมชั่นจากก่อนหน้าที่ตลาดค่อนข้างนิ่ง
รูปแบบแคมเปญคงเน้นเน้นเรื่องการลด แลก แจก แถม เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น ด้านอัตราดอกเบี้ยอาจจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับดีเวลอปเปอร์จะมีการอุดหนุนเพิ่มเติมหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยของธนาคารค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว
รวมถึงบางรายอาจช่วยเรื่องค่าธรรมเนียม ค่าโอนจดจำนอง ในกลุ่มลูกค้าราคาเกิน 3 ล้านบาทขณะที่รอกระทรวงการคลังประกาศต่ออายุลดค่าโอนจดจำนองบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ในส่วนของการพิจารณาการปล่อยสินเชื่อยังคงเป็นไปตามมาตรฐานของธนาคาร ไม่ได้มีการหย่อนเกณฑ์ แม้ว่า ธปท.จะมีการผ่อนคลายเกณฑ์ก็ตาม ซึ่งการพิจารณายังอยู่บนความเสี่ยง ความสามารถในการชำระหนี้ และสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ (DSR) ของลูกค้าจะต้องไม่เกิน 40-50% ของรายได้
ทั้งนี้ ไม่ใช่ลูกค้าทุกรายที่จะได้สินเชื่อเต็ม 100% โดยไม่ต้องวางเงินดาวน์เลย
“มาตรการที่ ธปท.ผ่อนปรนเป็นเพียงช่วงสั้นแค่ 14 เดือน เพื่อกระตุ้นตลาด ซึ่งธนาคารและดีเวลอปเปอร์พยายามสนับสนุนให้มากที่สุด แต่ในแง่ความเสี่ยงธนาคารก็มีเกณฑ์การพิจารณาปล่อยสินเชื่อที่เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว” นายณัฐพลกล่าว
ออมสิน-ธอส.เด้งรับ
ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า การผ่อนมาตรการ LTV เป็นการชั่วคราวถึง 31 ธ.ค. 2565 ของ ธปท. จะช่วยสนับสนุนสินเชื่อบ้าน “กู้ปีนี้ ผ่อนปีหน้า” ที่ออมสินได้ออกแคมเปญไปเมื่อช่วงปลายเดือน ก.ย. 2564 ที่ผ่านมา จากก่อนหน้านี้การปล่อยสินเชื่อบ้านหลังที่ 2 หรือหลังถัดไป จะไม่สามารถขอสินเชื่อได้เต็มวงเงิน 100%
นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ธอส.พร้อมดำเนินการผ่อนปรน LTV เป็นการชั่วคราว ตามนโยบายของ ธปท. ซึ่งจะทำให้ผู้ที่อยากมีบ้านได้วงเงินสินเชื่อมากขึ้น และผู้ที่จะต้องเก็บเงินเพื่อวางดาวน์ก็ไม่จำเป็น สามารถขอกู้ซื้อบ้านได้เลย อย่างไรก็ดี การสกรีนลูกค้าในการปล่อยสินเชื่อ ธอส.ก็ยังคงมีเหมือนเดิม เพราะ ธปท.ผ่อนปรนเพียงหลักเกณฑ์ LTV ไม่ได้ผ่อนเกณฑ์การคัดกรองลูกค้า
“ไม่สามารถระบุได้ว่า การผ่อนปรนเกณฑ์ LTV จะสามารถจูงใจให้คนมาขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยกับ ธอส. ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ได้มากน้อยเพียงใด ก็ต้องมาพิจารณาต่อว่าคนจะอยากมีบ้านภายใต้สถานการณ์โควิดด้วยหรือไม่” นายฉัตรชัยกล่าว
ขอบคุณภาพและข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ
https://www.prachachat.net/property/news-789715
อสังหาถล่มแคมเปญ LTV แบงก์ตั้งการ์ดสูงรับดาวน์ 0 เปอร์เซนต์

ครึ่งปีแรก 2564 อสังหาฯ EEC ทาวน์เฮาส์ทะลัก-แห่ตุนใบอนุญาตคอนโด
HomeforyouReport 2021-11-05 11:09:22
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธอส.รายงานว่า สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่จังหวัด EEC กลุ่มจังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) มีการควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งมีผลต่อกำลังซื้อและความมั่นใจในการซื้อที่อยู่อาศัยของจังหวัดในกลุ่มพื้นที่ EEC เป็นอย่างมาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์จัดทำรายงานสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยใน EEC ไตรมาส 2 ปี 2564 และครึ่งแรกปี 2564
Q2/64 แห่ขอไลเซนส์ก่อสร้าง
โดยพบว่าในไตรมาส 2/64 มีการชะลอตัวของทางด้านซัพพลาย โดยการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยที่ลดลงร้อยละ -1.3 แต่ด้านการออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.3 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 แต่เป็นการเพิ่มขึ้นจากฐานที่ต่ำมากในไตรมาส 2/63 ซึ่งเป็นระยะแรกของการเกิดวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19
ทั้งนี้ ไตรมาส 2/63 มีการออกใบอนุญาตจัดสรรต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีก่อนเกิดวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 ถึงร้อยละ -52.8 หรือที่เคยอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 5,700 หน่วยต่อไตรมาส
ส่วนด้านดีมานด์การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยที่สะท้อนกำลังซื้อที่อยู่อาศัยก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยจำนวนหน่วยลดลงร้อยละ -10.4 และมูลค่าลดลงร้อยละ -8.0
ทาวน์เฮาส์มากสุด 51.9%
ด้านภาพรวมสถานการณ์ในช่วงครึ่งแรกปี 2564 เป็นไปในทิศทางเดียวกันคือ เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดถึงสองระลอก ส่งผลให้ทั้งซัพพลาย-ดีมานด์ของตลาดที่อยู่อาศัยหดตัวลง โดยซัพพลายการออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินในด้านโครงการลดลง ร้อยละ -22.8 และจำนวนหน่วยลดลงร้อยละ -15.7
ขณะเดียวกันการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.1 ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากฐานที่ต่ำมากในช่วงที่ไม่ปกติ ส่วนดีมานด์การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยลดลง จำนวนหน่วยลดลงร้อยละ -21.9 และมูลค่าลดลงร้อยละ -18.1
ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีแรก 2564 มีโครงการที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินจากกรมที่ดินจำนวน 71 โครงการ 7,090 หน่วย แสดงให้เห็นถึงจำนวนโครงการลดลงร้อยละ -22.8 และจำนวนหน่วยลดลงร้อยละ -15.7 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 ซึ่งมี 92 โครงการ 8,409 หน่วย
ส่วนใหญ่ใบอนุญาตจัดสรรที่ดินพบว่าเป็นโครงการทาวน์เฮาส์มากที่สุด จำนวน 3,682 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 51.9 ของจำนวนการออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินทั้งหมด
รองลงมาเป็นบ้านแฝดจำนวน 1,676 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 23.6 และบ้านเดี่ยวจำนวน 1,667 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 23.5 ส่วนที่เหลือเป็นอาคารพาณิชย์และที่ดินจัดสรรตามลำดับ
คอนโดฯตุนใบอนุญาต
เมื่อพิจารณารายจังหวัดในพื้นที่ EEC ในครึ่งปีแรก 2564 จังหวัดที่มีการออกใบอนุญาตจัดสรรมากที่สุด เรียงลำดับได้ดังนี้
อันดับ 1 “ชลบุรี” มีจำนวน 3,704 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 52.2 ของการออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินทั้งหมด และมีการออกใบอนุญาตจัดสรรเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.2
อันดับ 2 “ระยอง” มีจำนวน 2,782 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 39.2 มีการออกใบอนุญาตจัดสรรลดลงร้อยละ -7.3
อันดับ 3 “ฉะเชิงเทรา” มีจำนวน 604 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 8.5 มีการออกใบอนุญาตจัดสรรลดลงมากถึงร้อยละ -70.0
ด้านการออกใบอนุญาตก่อสร้าง พบว่าครึ่งปีแรก 2564 มีการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยใน 3 จังหวัด EEC ทั้งที่เป็นบ้านที่ประชาชนสร้างเอง บ้านในโครงการจัดสรร และอาคารชุด มีจำนวน 17,049 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.1 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563
แบ่งออกเป็นการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยแนวราบจำนวน 13,895 หน่วย และอาคารชุดจำนวน 3,154 หน่วย
ซึ่งที่อยู่อาศัยแนวราบมีการออกใบอนุญาตลดลงร้อยละ -1.8 แต่อาคารชุดมีการออกใบอนุญาตก่อสร้างเพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 78.9 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563
ระยอง-แปดริ้วตีคู่ขอก่อสร้าง
เมื่อพิจารณารายจังหวัดในพื้นที่ EEC ในครึ่งปีแรก 2564 จังหวัดที่มีการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยมากที่สุด เรียงลำดับได้ดังนี้
อันดับ 1 “ชลบุรี” มีการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัย 10,389 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 60.9 ของการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยทั้งหมด
อันดับ 2 “ระยอง” มีการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัย 3,722 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 21.8 ของการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยทั้งหมด
อันดับ 3 “ฉะเชิงเทรา” มีการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัย 2,938 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17.2 ของการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยทั้งหมด
ครึ่งปีแรกชลฯโอน 3 หมื่นล้าน
ด้านการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งปีแรก 2564 มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยใน 3 จังหวัด EEC จำนวน 16,045 หน่วย มูลค่ารวม 37,855 ล้านบาท จำนวนหน่วยลดลงร้อยละ -21.9 และมูลค่าลดลงร้อยละ -18.1 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 มีจำนวน 20,550 หน่วย และมูลค่า 46,209 ล้านบาท
เมื่อพิจารณารายจังหวัดที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมากที่สุด โดยเรียงตามมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์เรียงลำดับได้ดังนี้
อันดับ 1 “ชลบุรี” มีจำนวน 12,489 หน่วย ลดลงร้อยละ -5.3 และมีมูลค่า 30,436 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -3.6
อันดับ 2 “ระยอง” มีจำนวน 2,794 หน่วย ลดลงร้อยละ -47.5 และมีมูลค่า 5,874 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -43.8
อันดับ 3 “ฉะเชิงเทรา” มีจำนวน 762 หน่วย ลดลงร้อยละ -62.6 และมีมูลค่า 1,545 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -63.1
บ้านแพงขึ้นดันยอดโอนโต
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ประเมินสถานการณ์ภาพรวมปี 2564 โดยประมาณการในด้านซัพพลายการขอใบอนุญาตจัดสรรที่ดินในปี 2564 จะมีอัตราขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ -17.5 ถึง 0.8 การขอใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยจะมีอัตราขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ -9.2 ถึง 11.0
ส่วนด้านดีมานด์ในปี 2564 คาดการณ์ว่าหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยจะมีอัตราขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ -37.8 ถึง -24.0 แต่จำนวนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยคาดว่าจะมีอัตราขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 9.5 ถึง 33.8
เหตุผลเนื่องจากราคาที่อยู่อาศัยต่อหน่วยปรับตัวสูงขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2563
ขอบคุณภาพและข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ
https://www.prachachat.net/property/news-794472
ครึ่งปีแรก 2564 อสังหาฯ EEC ทาวน์เฮาส์ทะลัก-แห่ตุนใบอนุญาตคอนโดฯ

NEWSครึ่งปีแรก 2564 อสังหาฯ EEC ทาวน์เฮาส์ทะลัก-แห่ตุนใบอนุญาตคอนโดฯ
HomeforyouReport 2021-11-05 11:09:22
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธอส.รายงานว่า สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่จังหวัด EEC กลุ่มจังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) มีการควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งมีผลต่อกำลังซื้อและความมั่นใจในการซื้อที่อยู่อาศัยของจังหวัดในกลุ่มพื้นที่ EEC เป็นอย่างมาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์จัดทำรายงานสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยใน EEC ไตรมาส 2 ปี 2564 และครึ่งแรกปี 2564
Q2/64 แห่ขอไลเซนส์ก่อสร้าง
โดยพบว่าในไตรมาส 2/64 มีการชะลอตัวของทางด้านซัพพลาย โดยการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยที่ลดลงร้อยละ -1.3 แต่ด้านการออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.3 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 แต่เป็นการเพิ่มขึ้นจากฐานที่ต่ำมากในไตรมาส 2/63 ซึ่งเป็นระยะแรกของการเกิดวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19
ทั้งนี้ ไตรมาส 2/63 มีการออกใบอนุญาตจัดสรรต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีก่อนเกิดวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 ถึงร้อยละ -52.8 หรือที่เคยอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 5,700 หน่วยต่อไตรมาส
ส่วนด้านดีมานด์การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยที่สะท้อนกำลังซื้อที่อยู่อาศัยก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยจำนวนหน่วยลดลงร้อยละ -10.4 และมูลค่าลดลงร้อยละ -8.0
ทาวน์เฮาส์มากสุด 51.9%
ด้านภาพรวมสถานการณ์ในช่วงครึ่งแรกปี 2564 เป็นไปในทิศทางเดียวกันคือ เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดถึงสองระลอก ส่งผลให้ทั้งซัพพลาย-ดีมานด์ของตลาดที่อยู่อาศัยหดตัวลง โดยซัพพลายการออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินในด้านโครงการลดลง ร้อยละ -22.8 และจำนวนหน่วยลดลงร้อยละ -15.7
ขณะเดียวกันการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.1 ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากฐานที่ต่ำมากในช่วงที่ไม่ปกติ ส่วนดีมานด์การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยลดลง จำนวนหน่วยลดลงร้อยละ -21.9 และมูลค่าลดลงร้อยละ -18.1
ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีแรก 2564 มีโครงการที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินจากกรมที่ดินจำนวน 71 โครงการ 7,090 หน่วย แสดงให้เห็นถึงจำนวนโครงการลดลงร้อยละ -22.8 และจำนวนหน่วยลดลงร้อยละ -15.7 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 ซึ่งมี 92 โครงการ 8,409 หน่วย
ส่วนใหญ่ใบอนุญาตจัดสรรที่ดินพบว่าเป็นโครงการทาวน์เฮาส์มากที่สุด จำนวน 3,682 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 51.9 ของจำนวนการออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินทั้งหมด
รองลงมาเป็นบ้านแฝดจำนวน 1,676 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 23.6 และบ้านเดี่ยวจำนวน 1,667 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 23.5 ส่วนที่เหลือเป็นอาคารพาณิชย์และที่ดินจัดสรรตามลำดับ
คอนโดฯตุนใบอนุญาต
เมื่อพิจารณารายจังหวัดในพื้นที่ EEC ในครึ่งปีแรก 2564 จังหวัดที่มีการออกใบอนุญาตจัดสรรมากที่สุด เรียงลำดับได้ดังนี้
อันดับ 1 “ชลบุรี” มีจำนวน 3,704 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 52.2 ของการออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินทั้งหมด และมีการออกใบอนุญาตจัดสรรเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.2
อันดับ 2 “ระยอง” มีจำนวน 2,782 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 39.2 มีการออกใบอนุญาตจัดสรรลดลงร้อยละ -7.3
อันดับ 3 “ฉะเชิงเทรา” มีจำนวน 604 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 8.5 มีการออกใบอนุญาตจัดสรรลดลงมากถึงร้อยละ -70.0
ด้านการออกใบอนุญาตก่อสร้าง พบว่าครึ่งปีแรก 2564 มีการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยใน 3 จังหวัด EEC ทั้งที่เป็นบ้านที่ประชาชนสร้างเอง บ้านในโครงการจัดสรร และอาคารชุด มีจำนวน 17,049 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.1 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563
แบ่งออกเป็นการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยแนวราบจำนวน 13,895 หน่วย และอาคารชุดจำนวน 3,154 หน่วย
ซึ่งที่อยู่อาศัยแนวราบมีการออกใบอนุญาตลดลงร้อยละ -1.8 แต่อาคารชุดมีการออกใบอนุญาตก่อสร้างเพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 78.9 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563
ระยอง-แปดริ้วตีคู่ขอก่อสร้าง
เมื่อพิจารณารายจังหวัดในพื้นที่ EEC ในครึ่งปีแรก 2564 จังหวัดที่มีการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยมากที่สุด เรียงลำดับได้ดังนี้
อันดับ 1 “ชลบุรี” มีการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัย 10,389 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 60.9 ของการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยทั้งหมด
อันดับ 2 “ระยอง” มีการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัย 3,722 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 21.8 ของการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยทั้งหมด
อันดับ 3 “ฉะเชิงเทรา” มีการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัย 2,938 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17.2 ของการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยทั้งหมด
ครึ่งปีแรกชลฯโอน 3 หมื่นล้าน
ด้านการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งปีแรก 2564 มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยใน 3 จังหวัด EEC จำนวน 16,045 หน่วย มูลค่ารวม 37,855 ล้านบาท จำนวนหน่วยลดลงร้อยละ -21.9 และมูลค่าลดลงร้อยละ -18.1 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 มีจำนวน 20,550 หน่วย และมูลค่า 46,209 ล้านบาท
เมื่อพิจารณารายจังหวัดที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมากที่สุด โดยเรียงตามมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์เรียงลำดับได้ดังนี้
อันดับ 1 “ชลบุรี” มีจำนวน 12,489 หน่วย ลดลงร้อยละ -5.3 และมีมูลค่า 30,436 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -3.6
อันดับ 2 “ระยอง” มีจำนวน 2,794 หน่วย ลดลงร้อยละ -47.5 และมีมูลค่า 5,874 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -43.8
อันดับ 3 “ฉะเชิงเทรา” มีจำนวน 762 หน่วย ลดลงร้อยละ -62.6 และมีมูลค่า 1,545 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -63.1
บ้านแพงขึ้นดันยอดโอนโต
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ประเมินสถานการณ์ภาพรวมปี 2564 โดยประมาณการในด้านซัพพลายการขอใบอนุญาตจัดสรรที่ดินในปี 2564 จะมีอัตราขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ -17.5 ถึง 0.8 การขอใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยจะมีอัตราขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ -9.2 ถึง 11.0
ส่วนด้านดีมานด์ในปี 2564 คาดการณ์ว่าหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยจะมีอัตราขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ -37.8 ถึง -24.0 แต่จำนวนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยคาดว่าจะมีอัตราขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 9.5 ถึง 33.8
เหตุผลเนื่องจากราคาที่อยู่อาศัยต่อหน่วยปรับตัวสูงขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2563
ขอบคุณภาพและข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ
https://www.prachachat.net/property/news-794472